ความเป็นไปได้ในการใช้ยาต้านไวรัสสูตรยา 3 เป็นสุตรมาตรฐานในการป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกในประเทศไทย
คำสำคัญ:
ถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก, ยาต้านไวรัส, ความเป็นไปได้, เอชไอวี, สูตรยา 3 ตัวบทคัดย่อ
ประเทศไทยเริ่มดำเนินโครงการป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกในปี 2543 ในขณะที่ทำการ ศึกษานี้ (ปี 2552) โครงการดังกล่าวให้ยาด้านไวรัสสูตรยา 3 ตัวแก่หญิงตั้งครรภ์ที่มี CD4 < 200 ตัว/มม.3 หรือให้ zidovudine (AZT) ร่วมกับ nevirapine (NVP) ครั้งเดียวขณะเจ็บครรภ์คลอด (single-dose NVP, sd-NVP) ในกรณีที่หญิงตั้งครรภ์มี CD4 > 200 ตัว/มม.3 ในขณะที่หลายประเทศให้ยาด้านไวรัสสูตรยา 3 ตัวแก่หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อทุกราย ซึ่งสามารถลดอัตราการถ่ายทอดเชื้อได้ดีกว่าสูตรยา 2 ตัว แต่การให้สูตรยา 3 ตัว มีความซับซ้อนมากกว่า การวิจัยแบบผสมระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการให้สูตรยา 3 ตัวแก่หญิงตั้งครรภ์ที่คิดเชื้อทุกรายในประเทศไทยตามแนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่คิดเชื้อและเครื่องมือที่คณะนักวิจัยได้พัฒนาขึ้น โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณและสัมภาษณ์หญิงตั้งครรภ์และสนทนากลุ่มกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกระดับในจังหวัดนครสวรรค์ สระแก้ว ศรีสะเกษ และสตูล ระหว่างวันที่ 1 เมษายน ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2552 การศึกษาพบว่า มีหญิงตั้งครรภ์ 92 รายสมัครใจเข้าร่วมโครงการและได้รับยาสูตร 3 ตัว ร้อยละ 81 มีความร่วมมือในการกินยามากกว่าร้อยละ 95 มีเพียง 3 รายที่ต้องเปลี่ยนสูตรยาเนื่องจากไม่สามารถทนผลข้างเคียงของยาได้ หญิงตั้งครรภ์เข้าร่วมโครงการเนื่องจากไม่ต้องการให้ลูกคิดเชื้อ ส่วนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับโครงการมีความเห็นว่า การปรับเปลี่ยนสูตรยามาตรฐานเป็นสูตรยา 3 ตัวนั้นมีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากมีได้ทำให้ภาระงานเพิ่มมากขึ้น หรือทำให้เกิดความยุ่งยากในการให้บริการแก่ผู้ป่วยเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ยาสูตร 2 ตัว อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนสูตรยาในการให้บริการต้องการการเตรียมการใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การถ่ายทอดนโยบายจากส่วนกลางไปสู่ผู้ปฏิบัติให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน 2) จัดทำเอกสารที่จำเป็น 3) การเบิกยาจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
Downloads
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
วิธีการอ้างอิง
ฉบับ
บท
การอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2017 Journal of Health Science- วารสารวิชาการสาธารณสุข

This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.

