ความเข้มข้นของแก๊สเอทีลีนออกไซด์และสมรรถภาพปอดของผู้ปฏิบัติงานในหน่วยจ่ายกลางของโรงพยาบาล ในจังหวัดระยอง

ผู้แต่ง

  • จิระพงศ์ จันทา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
  • ทนงศักดิ์ ยิ่งรัตนสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
  • อนามัย เทศกะทึก คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

คำสำคัญ:

เอทีลีน ออกไซด์, พนักงานที่ปฏิบัติงานในหน่วยจ่ายกลาง, สมรรถภาพปอด

บทคัดย่อ

งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยด้านการทำงาน และค่าความเข้มข้นของแก๊สเอทิลีนออกไซด์ที่ส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพปอดของผู้ปฏิบัติงานจำนวน 70 รายในหน่วยจ่ายกลางของ 7 โรงพยาบาลในจังหวัดระยองเก็บตัวอย่างโดยใช้โดยใช้แบบสัมภาษณ์ เครื่องมือเก็บตัวอย่างแก๊สเอทธิลีนออกไซด์ ตรวจสมรรถภาพปอดโดยใช้เครื่องสไปโรมิเตอร์ แบบบันทึกกิจกรรมการทำงาน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 90.00 อายุเฉลี่ยเท่ากับ40.71 ± 9.18 ปี มีระยะเวลาการทำงานเฉลี่ยเท่ากับ 1.53 ± 0.737 ปี ในห้องอบฆ่าเชื้อมีระบบระบายอากาศทั่วไป ร้อยละ 88.57 และขณะเข้าห้องอบฆ่าเชื้อผู้ปฏิบัติงานสวมใส่หน้ากากป้องกันสารเคมี ร้อยละ 68.57 สภาพแวดล้อมการทำงานมีความเข้มข้นของแก๊สเอทีลีนออกไซด์มากที่สุดที่ห้องเก็บชิ้นงาน (โรงพยาบาลแห่งที่ 4) 0.696 ppm ค่าเฉลี่ยของการรับสัมผัสแก๊สเอทิลีนออกไซด์ เท่ากับ 0.086 ± 0.029 ppm และผู้ปฏิบัติงานพบว่าส่วนใหญ่มีค่า FEV1 / FVC (%) ปกติ และพบว่าปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพปอด FEV1 / FVC ได้แก่ ปัจจัย ด้านการใส่หน้ากากป้องกันสารเคมี (p–value, 0.021) และความเข้มข้นของแก๊สเอทีลีนออกไซด์ในพื้นที่ การทำงาน (p–value, 0.002)

ประวัติผู้แต่ง

จิระพงศ์ จันทา, คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

ทนงศักดิ์ ยิ่งรัตนสุข, คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

อนามัย เทศกะทึก, คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

เอกสารอ้างอิง

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการพัฒนาหน่วยจ่ายกลาง [อินเทอร์เน็ต]. 2559 [เข้าถึงเมื่อ 15 พ.ย. 2560]. เข้าถึงได้จาก: http://bamras.ddc.moph.go.th/userfiles/ut.pdf

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์. วิธีการปฏิบัติ WI CSSD 12 : การท�าให้ปราศจากเชื้อด้วยแก๊สเอ็ทธิลีนออกไซด์[อินเทอร์เน็ต]. 2558 [เข้าถึงเมื่อ 15 พ.ย. 2560]. เข้าถึงได้จาก: http://www.chulalongkornhospital.go.th/nurse/index.php/2016-03-22-07-42-30

McDonald A. Some industrial chemicals: IARC mon-ographs on the evaluation of carcinogenic risks to humans. Vol 60. Occupational and environmentalmedicine 1995;52:360.

ฐิติพร สงเคราะห์. การศึกษาความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอาการระบบทางเดินหายใจและความผิดปกติของสมรรถภาพปอดในคนงานผลิตกระเป๋าหนังในอำเภอเสนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา. ใน: วัลยารัตน์ ฉั่วชื่นสุข, วีระศักดิ์จรัสชัยศรี, บรรณาธิการ. การประชุมวิชาการประจำปี 2558R2R Forum ภาคกลาง ครั้งที่ 5; วันที่ 19-20 พฤศจิกายน2558; คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒองครักษ์. นครนายก; 2558. หน้า 35-6.

Currier MF, Carlo GL, Poston PL, Ledford WE. A crosssectional study of employees with potential occupa-tional exposure to ethylene oxide. Occupational and environmental medicine 1984;41:492-8.

National Research Council. Acute exposureguideline levels for selected airborne chemicals(Vol. 9). National Academies Press (US); 2010.

The Agency for Toxic Substances and Disease Registry. Toxicological profile for ethylene oxide. Atlanta, Georgia: ATSDR; 1990.

Yahata K, Fujishiro K, Hori H, Higashi T. An inves-tigation of symptoms in ethylene oxide sterilization workers in hospitals. Journal of Occupational Health2001;43:180-4.

International Agency for Research on Cancer(IARC) (2017). List of Classifications, Volumes1–120 [Internet]. 2017 [cited 2017 nov 19]. Available from: http://monographs.iarc.fr/ENG/Classification/latest_classif.php

NIOSH Manual of Analytical Methods (NMAM).Ethylene Oxide: Method 3800, Issue 1 [Internet].2003 [cited 2017 nov 19]. Available from: https://www.cdc.gov/niosh/docs/2003-154/pdfs/3800.pdf

สมาคมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย และ กลุ่มศูนย์การแพทย์ เฉพาะทางด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการตรวจและแปลผลสมรรถภาพปอดด้วยวิธีสไปโรเมตรีย์ในงานอาชีวอนามัย พ.ศ. 2557 . กรุงเทพมหานคร ; 2557.

Bryant HE, Visser ND, Yoshida K. Ethylene oxide sterilizer use and short-term symptoms amongst workers. Occupational Medicine 1998;39: 101-6.

กระทรวงแรงงาน.ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง ขีดจ �ากัดความเข้มข้นของสารเคมี อันตราย[อินเทอร์เน็ต]. 2560 [เข้าถึงเมื่อ 13 พ.ย. 2560]. เข้าถึงได้จาก: http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/E/198/34.PDF

กอบโชค วุฒิโชติวณิชย์กิจ, วินัย ทองชุบ, สรรพวัต สุทธปรีดา. ความเสี่ยงต่อสุขภาพคนทำงานที่สัมผัสเอทิลีนออกไซด์ที่ตกค้างในแผนกจ่ายกลางของโรงพยาบาล.วารสารวิชาการสาธารณสุข 2560;24: 521-9

อนามัย เทศกะทึก. พิษสารเคมีจากการทำงานรู้ทันป้องกันได้. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2554.

กรมอนามัย. แนวทางการอบรมบุคลากรสาธารณสุขด้านการส่งเสริมสุขภาพประชากรวัยทอง [อินเทอร์เน็ต]. 2559[เข้าถึงเมื่อ 13 พ.ย. 2560]. เข้าถึงได้จาก: http://rh.an-amai.moph.go.th/ewt_dl_link.php?nid=155

Andersson F, Borg S, Jansson SA, Jonsson, Erics-son Å, Prütz C, Lundback B. The costs of exacer-bations in chronic obstructive pulmonary disease(COPD). Respiratory medicine 2002;96:700-8.

Garry VF, Hozier J, Jacobs D, Wade RL, Gray DG. Ethylene oxide: evidence of human chromosomal effects. Environmental mutagenesis 1979;1: 375 -82.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2020-09-02 — อัปเดตเมื่อ 2026-02-13

เวอร์ชัน