ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะของตนต่อพฤติกรรมการป้องกันการหกล้มและสมรรถนะทางกายของผู้สูงอายุในชุมชน

ผู้แต่ง

  • วิราพร สืบสุนทร มหาวิทยาลัยคริสเตียน
  • นงพิมล นิมิตรอานันท์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน
  • กรรณิการ์ ฉัตรดอกไม้ไพร มหาวิทยาลัยคริสเตียน

คำสำคัญ:

ผู้สูงอายุ, การป้องกันการหกล้ม, โปรแกรมการสร้างเสริมสมรรถนะของตน, การออกกำลังกายแบบก้าวตามตาราง

บทคัดย่อ

การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะของตนต่อพฤติกรรมการป้องกันการหกล้ม และสมรรถนะทางกายของผู้สูงอายุ ที่มีภาวะเสี่ยงต่อการหกล้มในชุมชน จำนวน 60 คน สุ่มเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือในการศึกษาวิจัยประกอบด้วย เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะของตน เพื่อป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ และเครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ข้อมูลส่วนบุคคล พฤติกรรมการป้องกันการหกล้ม และแบบทดสอบความสามารถในการทรงตัว ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสัมภาษณ์พฤติกรรมการป้องกันการหกล้ม เท่ากับ 0.79 กลุ่มทดลองได้เข้าร่วมโปรแกรมการทดลองระยะเวลา 7 สัปดาห์ ที่ประยุกต์จากแนวคิดการส่งเสริมสมรรถนะของตน 4 วิธีการ ประกอบด้วย การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ การเรียนรู้จากบุคคลต้นแบบและสัญลักษณ์ตัวแบบ การสร้างแรงจูงใจ และการสะท้อนกลับผลลัพธ์จากการออกกำลังกายแบบก้าวตามตาราง เก็บข้อมูลในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2561 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติที

ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 68 ปี การศึกษาระดับประถมศึกษา ภายหลังการทดลองกลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันการหกล้ม (x̄=99.90, S.D.=4.43) สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ (x̄=83.77, S.D.=13.22) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value≤0.05) และมีค่าเฉลี่ยสมรรถนะทางกายด้านการทรงตัว (x̄=10.93, S.D.=1.20) ดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ (x̄=16.80, S.D.=1.52) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value≤0.05) ผู้วิจัยเสนอแนะว่า พยาบาลเวชปฏิบัติและบุคลากรทีมสุขภาพควรนำโปรแกรมการป้องกันการหกล้มนี้ไปประยุกต์ในการจัดกิจกรรมการออกกำลังกายแบบก้าวตามตาราง สำหรับผู้สูงอายุในชุมชน โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบกลุ่ม การฝึกทักษะ การมีต้นแบบที่ดี และการคืนข้อมูลจากผลการออกกำลังกาย เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันการหกล้ม และสมรรถนะทางกายด้านการทรงตัว

ประวัติผู้แต่ง

วิราพร สืบสุนทร, มหาวิทยาลัยคริสเตียน

นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน

นงพิมล นิมิตรอานันท์, มหาวิทยาลัยคริสเตียน

สาขาวิชาการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน

กรรณิการ์ ฉัตรดอกไม้ไพร, มหาวิทยาลัยคริสเตียน

สาขาวิชาการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน

เอกสารอ้างอิง

United Nations. World population ageing 2015. New York: The United Nations; 2015.

มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย. สถานการณ์ ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2557. กรุงเทพฯ; 2558.

กระทรวงสาธารณสุข. สำนักโรคไม่ติดต่อ. กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนงาน. ข้อมูลการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ [อินเทอร์เน็ต]. 2558 [เข้าถึงเมื่อ 19 มิถุนายน 2559]. เข้าถึงได้จาก: http://www.thaincd.com/senior-injure- violence/information.php

O’Loughlin JL, Robitaille Y, Boivin JF, Suissa S. Incidence of and risk factors for falls and injurious falls among the community-dwelling elderly. American Journal of Epidemiology 1993; 137: 342-54.

Sattin RW, Huber L, DeVito CA, Rodriguez JG, Ros A, Bacchelli S, et al. The incidence of fall injury events among the elderly in a defined population. American Journal of Epidemiology 1990; 131: 1028-37.

ประเสริฐ อัสสันตชัย. ปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ และการป้องกัน. กรุงเทพฯ; 2556.

ผ่องพรรณ อรุณแสง. การพยาบาลปัญหาสำคัญของผู้สูงอายุ: การนำไปใช้. ขอนแก่น; 2554.

กิตติพร เนาว์สุวรรณ, ประไพพิศ สิงหเสม, วัลทณี นาคศรีสังข์. สมรรถนะที่จำเป็นต่อการดูแลผู้สูงอายุของพยาบาลวิชาชีพเมื่อเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข 2560; 27: 1-11.

ทิพย์รัตน์ ผลอินทร์, นารีรัตน์ จิตรมนตรี, วิราพรรณ วิโรจน์รัตน์. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ภาวะสุขภาพ ความกลัวการหกล้ม และพฤติกรรมป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุในชุมชน. วารสารพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2560; 29: 36-50.

Bandura A. Social learning theory. Englewood Cliffs NJ: Prentice – Hall; 1977.

Resnick B. Self-efficacy. In: Peterson SJ, Bredow TS, editors. Middle range theories: application to nursing research. 3rd ed. Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins; 2013. p. 82-91.

วิทยา วาโย, นารีรัตน์ จิตรมนตรี, วิราพรรณ วิโรจน์รัตน์. ผลของโปรแกรมป้องกันการหกล้มแบบสหปัจจัย ต่อพฤติกรรมการป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุในชุมชน. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ 2560; 35: 25-33.

ภาวดี วิมลพันธุ์, ขนิษฐา พิศฉลาด. ผลของโปรแกรม ป้องกันการพลัดตกหกล้มต่อการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข 2557; 23: 98-9.

กมลรัตน์ กิตติพิมพานนท์, ผจงจิต ไกรถาวร. การพัฒนารูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองกรุงเทพมหานครโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน.วารสารพยาบาลสาธารณสุข 2558; 29: 98-113.

ละออม สร้อยแสง, จริยาวัตร คมพยัคฆ์, กนกพร นทีธนสมบัติ. แนวทางการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุชุมชน มิตรภาพพัฒนา. วารสารพยาบาลทหารบก 2557; 15: 122-9.

Batra A, Melchior M, Seff L, Frederick N, Palmer RC. Evaluation of a community-based falls prevention program in South Florida, 2008-2009. Prev Chronic Dis 2012; 9: E13.

Hu YN, Chung YJ, Yu HK, Chen YC, Tsai CT, Hu GC. Effect of Tai Chi exercise on fall prevention in older adults: systematic review and meta - analysis of randomized controlled trials. International Journal of Gerontology 2016; 10: 131-6.

Cohen J. Statistical power analysis for the behavioral sciences. 2th ed. Hillsdale (NJ): Lawrence Erlbaum Associates; 1988.

Polite DF, Hungler BP. Nursing research principle and method. 6th ed. Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins; 1999.

Podsiadlo D, Richardson S. The timed “up & go” a test of basic functional mobility for frail elderlypersons. Journal of the American Geriatrics Society 1991; 39: 142-8.

ชุติมา ชลายนเดชะ. คัดกรองการล้มด้วย Time Up and Go test (TUG). วารสารเทคนิคการแพทย์ และกายภาพบำบัด 2557; 26: 5-16.

Shumway-Cook A, Brauer S, Woollacott M. Predicting the probability for falls in community dwelling older adults using the Timed Up & Go Test. Physical Therapy 2000; 80: 896-3.

ธัญญรัตน์ อโนทัยสินทวี. รายงานฉบับสมบูรณ์การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบเรื่องมาตรการป้องกัน การหกล้มในผู้สูงอายุ [อินเทอร์เน็ต]. 2557 [เข้าถึงเมื่อ19 มิถุนายน 2559]. เข้าถึงได้จาก: http://www. hitap. net/documents/24277

วิลาวรรณ สมตน, ทัศนีย์ รวิวรกุล, ขวัญใจ อำนาจ สัตย์ซื่อ. ผลของโปรแกรมป้องกันการหกล้มสำหรับผู้สูงอายุ [วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต]. คณะ สาธารณสุขศาสตร์, กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยมหิดล; 2557.

วลัยภรณ์ อารีรักษ์. ผลของโปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันการหกล้มต่อการรับรู้ความสามารถตนเอง ความคาดหวังผลดีจากการปฏิบัติและพฤติกรรมการป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการหกล้มใน- ชุมชน [วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต]. สาขาวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ, คณะพยาบาลศาสตร์, ชลบุรี: มหาวิทยาลัยบูรพา; 2554.

Lee LL, Arthur A, Avis M. Using self-efficacy theory to develop intervention the older people overcome psychological barriers to physical activity: a discussion paper. International Journal of Nursing Studies 2008; 45: 1690-9.

เจริญ กระบวนรัตน์. ตาราง 9 ช่องกับการพัฒนาสมอง. กรุงเทพฯ; 2558.

Harniratisai T, Thongtawee B, Raetong P. The effects of a physical activity program for fall prevention among Thai older adults. Pacific Rim International Journal of Nursing Research 2015; 19: 4-8.

สมหญิง ไทยนิมิต, อวยพร ตั้งธงชัย, พรชัย จูลเมตต์. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์การฝึกสอน (Coaching) การออกกำลังกายของผู้สูงอายุด้วยกล้องคินเน็คท์ (Kinect). สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ; 2559.

จันทนา รณฤทธิวิชัย, ถนอมขวัญ ทวีบูรณ์, สมจินต์-เพชรพันธุ์ศรี, รัชนี ศุจิจันทรรัตน์, ณัฐสุรางค์ บุญจันทร์, จันทนี กฤดิบวร. การประเมินสมรรถภาพกายก่อนและหลัง การออกกำลังกายแอโรบิก แบบตารางเก้าช่องและยืดเหยียดกล้ามเนื้อโดยใช้ยางยืดของผู้สูงอายุในโครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ, คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. วารสารพยาบาลศาสตร์ 2553; 27: 68-77.

Stubbs B, Brefka S, Denkinger M. What works to prevent falls in community dwellingolder adults? Umbrella review of meta – analyses of randomized controlled trials. Physical Therapy 2015; 80: 1095-110.

Day LM. Fall prevention programs for community– dwelling older people should primary target a multifactorial intervention rather than exercise as s single intervention. JAGS 2013; 61: 284-85.

Sherrington C, Tiedemann A, Fairhall N, Close JCT, Lord SR. Exercise to prevent falls in older adults: an updated meta-analysis and best practice recommendations. NSW Public Health Bulletin 2011; 22: 78-83

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2019-08-25 — อัปเดตเมื่อ 2026-02-18

เวอร์ชัน